HomeView All Posts (Page 8)

View All Posts

‘น้ำ’ ในมือเชฟพิม ต่างกับเดวิด ทอมป์สันไหม?เราตอบคำเดียวว่า ต่าง!-เพราะ Nahm เป็นร้านปั้นของเชฟ David Thompson—ที่เปิดมาเกินสิบปี (เปิดครั้งแรกที่ลอนดอน ปี 2001) ติดอันดับได้รางวัลมากมาย ทั้งเป็นร้านอาหารไทยร้านแรก ๆ ที่ได้ดาวมิชลิน (ได้ดาวในไกด์ลอนดอน แล้วพอกรุงเทพฯ มีไกด์ก็ได้ดาวอีก) มีชื่อประดับทั้ง World’s 50 Best Restaurants แล้วก็ยังเคยเป็นที่ 1 ของ Asia’s 50 Best Restaurants ด้วย—ถ้าเราไม่พูดถึง ‘น้ำ’ ในแบบของเดวิด ก็คงจะเขิน ๆ หน่อย ในฐานะที่เคยได้ชิมฝีมือเชฟ ร้านน้ำสมัยเชฟเดวิด-เชฟปริญญ์ (ผลสุข, อดีตหัวหน้าเชฟร้านน้ำ) ในความทรงจำเราคือ อาหารรสจัดจ้าน ไม่ประนีประนอม จะเผ็ด

Read More

ตั้งแต่เริ่มโชว์ด้วย jalapeño cheddar biscuit อุ่น ๆ กราฟอารมณ์เราในมื้อนี้ก็พุ่งไปแบบไม่ตกเลย! - ถึงเราจะชอบการกินเทสติ้งเมนู ด้วยความตื่นเต้นกับสิ่งที่เชฟจะนำเสนอ แถมไม่ต้องคิดวุ่นวายกลัวจะพลาดจานอร่อยในเมนู แต่เราก็ชอบมาก ๆ เวลาที่เชฟที่ทำร้านระดับไฟน์ไดนิง เลือกเปิดร้านอาหารแบบสั่งได้จากเมนู เพราะมันหมายความว่าถ้าเราชอบ เราจะมาได้บ่อยขึ้น ทั้งเพราะว่าเราจะได้กินอาหารฝีมือระดับนั้นราคาที่ไม่แรงเท่าการกินเทสติ้ง และเพราะว่าเราเลือกได้ว่าจะกินแค่ไหนในมื้อนั้น แถมมาคราวหน้ามันก็จะยังมีสิ่งให้เราลองอีก [gallery columns="2" size="large" ids="12066,12071,12086,12081"] ที่พูดมาทั้งหมดจะบอกว่าดีใจที่เชฟ Dan Bark เปิด Caper ขึ้นมาขนาบข้างกับ Cadence - เรียกได้ว่าอยู่ใต้ชายคาเดียวกันเลยก็ไม่ผิด ต่างกันที่ Cadence เสิร์ฟ tasting menu ส่วน Caper เป็นอะลาคาร์ต เชฟแดนทำอาหาร New American มาตั้งแต่ร้านแรกที่มาเปิดที่ไทย (Upstairs at Mikkeller ร้านหนึ่งดาวมิชลินที่ปิดลงไปเพื่อเปิดร้านนี้) ซึ่งเขาพกประสบการณ์จากอดีตร้านสามดาวอย่าง

Read More

สำหรับร้านกาแฟที่เพิ่งเปิด นอกจากคนจะเริ่มแน่นแล้ว อีกสิ่งที่เราสัมผัสได้เมื่อมาเยือน Nana Hunter สาขาใหม่ล่าสุดในเครือร้านกาแฟ-โรงคั่ว NANA Coffee Roaster ก็คือ theme ที่แน่นมาก แสดงออกมาชัดจนเราไม่ต้องสะกิดใครมาถามเลย ถ้าไม่นับรวมชื่อร้าน เราก็ยังไล่ได้ตั้งแต่ลูกโลกยักษ์ที่ห้อยอยู่บนเคาน์เตอร์บาร์สี่เหลี่ยมกลางร้าน ไปจนถึงเมนูที่มีกาแฟให้เลือกกว่าสามสิบรายการ และถาดเสิร์ฟกาแฟที่สลักลายแผนที่ทวีปแหล่งปลูกกาแฟอย่างแอฟริกาและอเมริกาใต้ [gallery columns="2" size="large" ids="12012,12009"] อีกหนึ่งคอนเซปต์ที่ตีคู่ไปด้วยกันคือการแบ่งโปรไฟล์รสชาติกาแฟออกเป็น อดีต ปัจจุบัน อนาคต ให้เลือกได้ว่าชอบกาแฟโทนช็อกโกแลต ถั่ว คาราเมล (แทนกาแฟยุครุ่งเรืองในอดีต) โทนผลไม้ ดอกไม้ (กาแฟที่คนเริ่มดื่มกันในปัจจุบัน) หรือว่ากาแฟละเอียดซับซ้อนขึ้นไปอีก (อนาคต) ให้เลือกวิธีการชงได้ ตั้งแต่ดริปไปจนถึงไซฟอน ที่มีดีกรีแชมป์ไซฟอนเป็นจุดขาย วันที่เราไปแน็ต - กษมา กันบุญ แชมป์ปี 2018 ยืนบาร์ไซฟอนอยู่เองด้วย ส่วนราคาก็อยู่ในช่วง 200-600 บาท โดยตัวที่ราคาสูงสุดคือเมล็ดแชมป์ [gallery columns="2" size="large"

Read More

  เรื่อง/ภาพ: พนิตา ธีรภาพพงศ์   สำหรับคนที่โตมากับการนัดเพื่อนแถวสยาม โรงหนังคือหนึ่งในที่ที่เราไปใช้เวลามากอยู่ ไม่ว่าเมื่อไหร่เราก็จะหาเรื่องไปดูหนังสักเรื่องได้ทุกที ไม่ว่าจะเป็นโรงหนังสยาม โรงหนังลิโด หรือโรงหนังสกาลา   สำหรับเรา โรงหนังเหล่านี้เป็นมากกว่าที่นัดเพื่อน เพราะความทรงจำแรกๆ ที่มีคือเป็นโรงหนังที่แม่จูงมือเราไปดูหนังผี (เราเป็นเด็กชอบดูหนังผี) และเราก็โตมากับการดูหนังในย่านนี้ ที่หมุนเวียนเปลี่ยนไปแล้วแต่ทางเอเพ็กซ์จะจัดหนังเรื่องไหนเข้าโรงไหน   แต่ถึงจะไปดูเป็นประจำ เราในตอนเด็กก็ไม่ได้รู้สึกถึงความสวยงามของตึกหรืองานสถาปัตยกรรมเท่าไร จนกระทั่งตอนทำงานอยู่นิตยสาร เราได้ไปคุยกับช่างภาพผู้หลงใหลในสถาปัตยกรรมเก่ายุคโมเดิร์นอย่าง เบียร์-วีระพล สิงห์น้อย ก่อนจะได้รับมอบหมายให้ไปถ่ายภาพโรงหนังแห่งนี้มาลงบทความ และนั่นทำให้เราเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อสกาลาไปเลย   เรายังคงวนเวียนไปดูหนังที่สกาลาตามแต่โอกาสจะอำนวย เพราะบางทีเรื่องที่อยากดูก็ไม่เข้าสกาลา ฉายแต่ที่ลิโด ช่วงหลังที่ลิโดปิดตัวไปก็ทำให้ได้ไปดูที่สกาลาอย่างเต็มตัว และเริ่มเก็บตั๋วหนังไว้เป็นที่ระลึก เพราะเราก็ไม่รู้ว่าสกาลาจะไปได้ต่อนานแค่ไหน   งานถ่ายภาพสถาปัตยกรรมของสกาลาที่ทำให้เราเห็นถึงความงามของโรงภาพยนตร์แห่งนี้ขึ้นมา [caption id="attachment_11963" align="aligncenter" width="1024"] ตั๋วหนังที่เราเก็บสะสม[/caption]   เหตุผลหลักๆ ที่เรายังคงเลือกไปโรงหนังอย่างสกาลาแทนที่จะเป็นโรงหนังยุคใหม่ทั่วไป คือเรารู้สึกว่ามาดูหนังที่นี่เหมือนได้หนีจากโลกภายนอกไปอยู่ในอีกมิติชั่วคราว ไม่ต้องเร่งรีบ ไม่มีความสะดวกสบายของเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้อง เวลาเลือกที่นั่งตอนซื้อตั๋ว ยังเลือกจากแพลนที่นั่งบนแผ่นกระดาษ A4 อยู่เลย เมื่อไรที่เราเหนื่อยๆ จากการทำงานฟรีแลนซ์หนักๆ แล้วอยากพักสมองภายในเวลา 2 ชั่วโมง ก็ได้การมาดูหนังที่นี่ล่ะ เคยมีครั้งนึงเหมือนจะเก็บกด

Read More

ถ้าเป็นปีอื่น ช่วงนี้เราน่าจะกำลังเห็นความคึกคักของ Negroni Week แคมเปญดื่มเพื่อบริจาคเงินช่วยองค์กรการสาธารณประโยชน์ต่าง ๆ ที่แบรนด์เครื่องดื่มส่วนผสมหลักของดริงก์คลาสสิกนี้เป็นตัวตั้งตัวตีเริ่มทำมาหลายปี โดยทั้งบาร์และผู้บริโภคอย่างเราก็มีส่วนร่วมง่าย ๆ กับทุกแก้วของเนโกรนีที่เราสั่ง ร้านจะหักรายได้ส่วนหนึ่งไปบริจาคกับองค์กรที่เลือกไว้ ไม่ว่าเราจะเลือกร้านไปจากเครื่องดื่มหรือจากองค์กรที่จะบริจาคให้ก็เป็นกิจกรรมที่น่ารักมาก ๆ  แต่ใครก็รู้ว่าปีนี้ไม่เหมือนปีไหน จากแคมเปญดื่มเพื่อโลก ทางแบรนด์ Campari ก็เลยหันกลับมาช่วยประคองพี่น้องในวงการกันก่อน เพราะการที่ร้านดื่มเปิดไม่ได้หมายถึงเหล่าสมาชิกในร้านที่ขาดรายได้ ผู้ประกอบการที่อาจมีแต่รายจ่าย ไปจนถึงร้านที่ต้องปิดหรือคนที่ต้องตกงาน เราไม่ผิดหวังเลยที่เห็นแบรนด์นี้ลุกขึ้นมาเล่นใหญ่อีกครั้ง โดยจัดแคมเปญหารายได้มาช่วยบาร์เทนเดอร์ที่ต้องว่างงาน ตื่นเต้นที่ใช้ความเป็น global (เราลองเข้า #shakennotbroken ในอินสตาแกรมแล้วก็เห็นพลังอันเหลือล้น) ทำแคมเปญนี้โดยให้แต่ละประเทศไปร่วมมือกับร้านในประเทศตัวเอง จัดงานในแบบตัวเองที่ยังคงอยู่ในตีมหลัก ขอตบมือให้กับทีมการตลาดของแบรนด์สักหน่อย สำหรับในไทย ที่สถานการณ์ดูน่าเป็นห่วงกว่าหลายประเทศ เขาก็ร่วมกับ 1919 ที่เป็นร้านหลักของแบรนด์ กับบาร์เทนเดอร์มือรางวัลที่เป็นที่รู้จักอย่าง ปาล์ม-ศุภวิชญ์ มุททารัตน์ มะขาม-ธรรมาริน คูเปอร์ และ Davide Sambo รับบริจาคในรูปแบบการขายเสื้อ ชุดโคลด์คัตพร้อมเครื่องดื่ม และชุดทำเครื่องดื่มเองที่บ้าน เลือกได้ว่าชอบพอรูปแบบไหน

Read More

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าปรากฎการณ์โควิด-19 ทำให้เรามองโลกเปลี่ยนไปจากเดิม นอกจากการประชุมออนไลน์หลายครั้งในหนึ่งวันแล้ว (เปลี่ยนแบ็กกราวด์ก็หลายรอบ) โควิด-19 ยังทำให้เราได้มีโอกาสลองประสบการณ์ใหม่ๆ เร็วกว่าที่เราคาด หนึ่งในนั้นคือการกิจกรรมกินอาหารเชฟเทเบิลแบบ Virtual โดยร้านระดับมิชลินทั้งไทยและต่างประเทศมาส่งให้กินถึงบ้าน! เราแอบคิดเล็กๆ ว่าประสบการณ์แบบนี้วันใดวันหนึ่งมันจะมาถึง แต่การได้ลองในช่วงที่เรากำลังอยู่ท่ามกลางสถานการณ์จริงที่เราจำเป็นต้องอยู่บ้าน ยิ่งทำให้ประสบการณ์มันเรียลขึ้นไปอีก ประสบการณ์ใหม่นี้เป็นของ Fruitfull โปรเจคอาหารที่เป็นสปินออฟของทีม Wonderfruit ซึ่งตอนแรกตั้งใจจะทำเป็นอีเวนท์อาหารและดนตรีช่วงหน้าร้อนให้เหล่าวันเดอเรอร์สายกินได้มาร่วมสนุกกันโดยไม่ทิ้งปรัชญาดั้งเดิมของ Wonderfruit คือความยั่งยืน แต่เพราะสถานการณ์ Covid-19 เลยทำให้ทางทีมเลยชวนเชฟจาก 5 ประเทศรวมทั้งประเทศไทย หันมาเสนอประสบการณ์อาหารในรูปแบบใหม่เป็นครั้งแรกภายใต้ชื่อ Lockdown (เข้ากับสถานการณ์สุด)  ชื่อของทีมเชฟของไทยที่มาร่วมงานนี้ถือว่าเป็นเบอร์ใหญ่สายอาหารยั่งยืนทั้งนั้น และเคยร่วมทำ Wonder Feast เชฟเทเบิลที่งาน Wonderfruit อยู่เป็นประจำ เช่นเชฟโบ-ดวงพร ทรงวิศวะ และเชฟดีแลน โจนส์ แห่งร้าน Bo.lan หรือเชฟปริญญ์ ผลสุข จากร้านสำรับสำหรับไทย ส่วนที่ใหม่หน่อยเห็นจะเป็นเชฟการีมา อโรร่า แห่งร้าน Gaa  ความเก๋ของอีเวนท์นี้คือมีโค-เชฟจากร้านมิชลินประเทศอื่นที่ยิงสัญญาณข้ามโลกมาเข้าร่วมไลฟ์สตรีมพร้อมเสนอเมนูอาหารสำหรับเสิร์ฟในอีเวนท์นี้ด้วย

Read More

[caption id="attachment_10707" align="aligncenter" width="1024"] Flamed Oyster[/caption] ลอดท้องเรือกินอาหารทะเลโมเดิร์น เมนูหอยคือพีคสุดLord Jim’s ที่เรารู้จักก่อนหน้านี้คือห้องอาหารบุฟเฟต์ของแมนดารินโอเรียนเต็ล โรงแรมตำนานริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ผ่านหูผ่านตาเด็กเจริญกรุงอย่างเรามานับครั้งไม่ถ้วน แต่การปิดปรับปรุงไปนานร่วมปี พร้อมมากับลุคใหม่ และ Chef de Cusine คนใหม่อย่าง Nicholas Gannaway คุมเมนูใหม่ทั้งหมดของร้านภายใต้คอนเซปต์ Modern seafood ก็ทำเอาเราใจเต้นอยากรู้จักกับ Lord Jim’s มากขึ้น เพราะเชฟอายุน้อยรายนี้เคยผ่านงานร้านอาหารระดับโลกอย่าง Noma มาแล้ว แถมเทคนิคที่ใช้กับเมนู a la carte ของมื้อค่ำอย่างจานหอยยังทำเราติดใจหนักขึ้นไปอีก ที่ติดอยู่ในหัวเราชัดเลยเห็นจะเป็นเมนูหอยนางรม Flamed Oyster กับเมนู Scallop ที่เราว่าเป็นผสมผสานการปรุงอาหารแบบยุคเก่ากับเทคนิคใหม่ที่ทำให้วัตถุดิบทั้งคู่ออกมาอร่อยสุดๆ แค่จานแรกอย่าง Flamed Oyster เชฟนิคก็เซ็ตซีนทั้งหมดของดินเนอร์ด้วยกรรมวิธีการปรุงหอยนางรมแบบฝรั่งเศสกับลูกเล่นวัตถุดิบของเชฟที่นำผลไม้รสเปรี้ยวอย่างแอปเปิลเขียวและมะเฟืองมาหั่นชิ้นเล็กโรยไว้บนหอยนางรม Gillardeau จากฝรั่งเศสท็อปด้วยหัวผักกาดฝานสดกับน้ำส้มราสพ์เบอร์รี ก่อนที่เชฟจะหยิบทีเด็ดจากเตาถ่านด้านหลัง หมัดเด็ดที่ว่าคือ Flambadou

Read More

ไม่กินเนื้อก็ไม่จำเป็นต้องกินแค่สลัดบาร์อีกต่อไป! ปีที่แล้วเราชิมเบอร์เกอร์ Beyond Meat ครั้งแรก ตอนเปิดตัวในไทยใหม่ ๆ (ตามไปอ่านได้ที่ ) หลังจากอเมริกาสร้าง plant-based meat แล้วเป็นกระแสดังไปทั่วโลก ถึงเราจะไม่ได้กินมังสวิรัติเป็นหลัก แต่คิดว่าเป็นผลิตภัณฑ์ทดแทนที่น่าสนใจ อย่างน้อยก็ให้รสชาติและเนื้อสัมผัสที่ดีกว่าหมูไก่เจที่เคยกินทั่วไป รวมกับเวลาเพื่อนนัดกันไปซิซซ์เลอร์ แล้วเราก็เลือกกินแต่สลัดบาร์เพราะไม่อยากกินเนื้อ แต่เคยรู้สึกไหม บางทีที่มันอิ่ม แต่แอบโหวงเหวงในความรู้สึก เพราะว่าใจมันสะกดตัวเองว่าไม่ได้กินอาหารจานหลัก พอเห็นว่าซิซซ์เลอร์มีเป็นตัวเลือกนี้เพิ่มขึ้นมา เราก็สนใจ แต่ว่ากันตรง ๆ เมื่อตอนที่มันเข้ามาอยู่ในเมนูครั้งแรกเมื่อปีที่แล้วราคามันค่อนไปทางสูงแบบที่ทำให้คนกินเนื้ออย่างเราตัดใจจากเนื้อยังไม่เคยได้ แต่ข่าวดีตอนนี้ซิซซ์เลอร์เขาออกเมนูมาใหม่แล้ว ราคาดีกว่าเดิม (และเพื่อนที่เคยกินตอนเมนูแรกก็บอกว่าอันนี้รสดีกว่าเดิมด้วย)! มีให้เลือกสองจานด้วยกัน Beyond Caramelized Burger with Spicy Coleslaw (399 บาท)เป็นเบอร์เกอร์วีแกนทั้งชิ้นที่อร่อยเลย นอกจากตัวแพตตี้ที่เป็นบียอนด์มีตแล้ว ยังมีชีสวีแกนที่เพิ่มความกลมกล่อมให้เบอร์เกอร์ชิ้นนี้มีชีวิตจิตใจเป็นเบอร์เกอร์ขึ้นมามาก ๆ เราชอบที่เขาเลือกใส่มะเขือม่วงกับซอสมะเขือเทศสับติดเผ็ดนิด ๆ มาตัดเลี่ยน ตอนเราชิมไม่ชอบอยู่อย่างเดียวคือกลิ่นมาการีนที่เดาว่าทาขนมปังมา ถ้ามีโอกาสจะบอกว่าขอไม่ทา รวม ๆ แล้วให้ความอิ่มเอมแบบเบอร์เกอร์ได้ ยอมให้เรียกตัวเองว่าเป็นเบอร์เกอร์ได้โดยไม่กระดากปากเลย Omni Curry Steak

Read More

ค็อกเทลแมงดา แม่เป้ง หนอนไหม และหนอนด้วงสาคู!-ถือว่าเป็นภาคต่อของเมนู Explorer ก็ไม่ผิด เพราะจากในเมนูที่ Liberation พาออกสำรวจรสชาตินั้นมี แมงดา เป็นส่วนหนึ่งอยู่แล้ว ครั้งนี้นอกจากแมงดาจะมากับส่วนผสมใหม่ ก็ยังพาเพื่อนมาอีกสามตัว สามรสชาติ สามแก้วกันไปเลย “แมลงมักถูกพูดถึงในเรื่องการเป็นแหล่งโปรตีน และอาหารแห่งอนาคต มีการศึกษาเรื่องข้อมูลโภชนาการและการเพาะเลี้ยงเยอะมาก แต่ไม่ค่อยมีใครศึกษาเรื่องรสชาติเลย” โจอี้-กฤษฎ์ ประกอบดี บาร์เทนเดอร์ของร้านลิเบอเรชันเราให้เราฟัง แน่นอนว่าเขา กอฟ-กิติบดี ช่อทับทิม และทีมงานหลังบาร์ที่นี่อาสาศึกษาเรื่องราวรสชาติของแมลงด้วยตัวเอง จนเป็นที่มาของเมนูใหม่นี้ เราเริ่มตื่นเต้นตั้งแต่แก้ว Waterbugs (440 บาท) ที่มาในเวอร์ชัน 2 ใช้เบสเป็น Lanna Thai Spirit ผสมกับแมงดากลั่น และ NAMMON แบรนด์โทนิกไทยที่ทำโทนิกรสแมงดาขึ้นมาสำหรับที่นี่โดยเฉพาะ ถ้าคาดหวังกลิ่นฉุนแบบแมงดา เราว่ามีผิดหวัง เพราะพอกลั่นออกมาแล้วเหลือเฉพาะกลิ่นหอมหวาน แก้วนี้เลยสดชื่นดื่มง่ายสวนทางกับชื่อแมงดาไปเลย ส่วน And An Ant (440 บาท) นี่ฟังแค่ชื่อก็สนุกแล้ว

Read More