HomeView All Posts

View All Posts

นอกจากกรุงเทพฯ หรือเมืองท่องเที่ยวใหญ่ๆ อย่างเชียงใหม่ ภูเก็ตแล้ว ค่อนข้างยากที่จะหาเชฟทำอาหาร Fine Dining จริงจังในเมืองหัวเมืองอื่นๆ แต่ก็ใช่ว่าจะหาไม่ได้เลย เพราะช่วงหลังๆ มีเชฟเก่งๆ ที่ตัดสินใจกลับบ้าน หรือเลือกย้ายไปอยู่จังหวัดอื่นเพราะเหมาะกับการทำตามความฝันตัวเอง   หนึ่งในนั้นคือเชฟก้อง-ก้องวุฒิ ชัยวงศ์ขจร อดีตเชฟอาหารญี่ปุ่นที่หันเข็มทิศตัวเองจากบ้านเกิดในกรุงเทพฯ ไปอยู่เชียงใหม่ ก่อนจะพบรักกับสาวเชียงรายและเลือกลงหลักปักฐานที่นี่พร้อมตั้งร้านอาหาร Locus Native Food Lab ขึ้นมาเพื่อนำเสนออาหารเหนือที่เขามองว่ามีคุณค่าและน่านำเสนอในรูปแบบใหม่   เวลาผ่านไป 3 ปี ร้านกลายเป็นหนึ่งในหมุดหมายของนักชิมที่เดินทางไปจังหวัดเหนือสุดของไทยเพื่อให้ได้กินอาหารพื้นถิ่นแต่หน้าตาต่างถิ่น แถมยอดจองยังแน่นกันแบบข้ามเดือน บางคนถึงกับยอมบินไปเสาร์กลับอาทิตย์เพื่อให้ได้กินร้านนี้   ล่าสุดเชฟย้ายร้านไปอยู่โลเคชั่นใหม่ในพื้นที่ของรีสอร์ทไฮเอ็นด์อย่างป่าสักทอง ตัวร้านแม้จะเหมือนถอดร่างเดิมไปตั้งที่ใหม่ทั้งในเรื่องหน้าตาและการตกแต่ง แต่สิ่งที่แตกต่างคือประสบการณ์ด้านบริการซึ่งตั้งใจออกแบบให้มีความพิเศษขึ้นและเน้นลงรายละเอียดด้านบริการขึ้น แต่ยังคงความเรียบง่ายในแบบปรัชญาของโลกุษ ซึ่งก็คือการให้แขกได้มาสัมผัสกับประสบการณ์ของสถานที่ ณ ช่วงเวลานั้น เหมือนเป็น Magical moment ของการมาเยือนเชียงราย ที่ตั้งเปลี่ยน เป้าหมายไม่เปลี่ยน หลังจากที่ผ่านประสบการณ์เฉียดตายมา (เชฟประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์บาดเจ็บอย่างหนักเมื่อปีที่แล้ว) ทำให้มองเห็นสิ่งที่ตัวเองต้องการชัดเจนขึ้น นั่นคือชีวิตที่ไม่ต้องไขว่คว้าอะไรมากจนเกินไป เช่นเดียวกับจิตวิญญาณภายในร้านที่เชฟยังคงแนวคิดเดิมเหมือนตอนก่อตั้งร้าน นั่นคืออยากนำเสนอสิ่งดีๆ ของเชียงรายผ่านอาหาร   “ตอนแรกผมซื้อไว้สองแปลงคือสร้างบ้านและสร้างร้านข้างกัน แต่มันต้องใช้เงินมาก

Read More

ศุกร์เย็นที่พายุเข้า ติดฝนที่ไหนจะดีต่อใจเท่าบาร์ลับที่มี live jazz ไม่ได้พาดหัวแบบนี้เล่น ๆ เพราะเมื่อศุกร์เย็นที่ผ่านมาเราอยู่ที่ Siwilai Sound Club บาร์น้องใหม่ในย่านเจริญกรุง ที่เพิ่งเปิดสด ๆ สัปดาห์นี้เลย ที่ว่าลับก็เพราะเปิดอยู่ที่ด้านหลังของตึก Central: The Original Store [gallery columns="2" link="none" size="large" ids="13906,13909"] มองจากด้านหน้าไม่เห็น เพราะทางเข้าอยู่ในซอยด้านหลัง นอกจากลับ ใหม่ แล้วก็ยังเก๋มากด้วยการแต่งร้านด้วยเทสต์แบบ SIWILAI ที่ไว้ใจได้แน่ [gallery link="none" columns="2" size="large" ids="13918,13907"] ตัวบาร์มีสองชั้น ชั้นล่างตั้งชื่อว่า Live Room ให้รู้แน่ว่ามีดนตรีสด ตอกย้ำด้วยแกรนด์เปียโนหลังใหญ่ตรงกลาง และนักดนตรีแจ๊สที่มาบรรเลงบทเพลงให้ฟัง ส่วนชั้นสองเป็น Audiophile Bar ที่เชลฟ์หลังบาร์ไม่ได้เต็มไปด้วยขวดสปิริต แต่กลับเป็นแผ่นเสียงนับร้อย ๆ แผ่นเรียงราย

Read More

ย่านนี้มีโอมากาเสะเสียที และข่าวดีคือเป็นทีม Fillets ที่ไว้ใจได้เสมอ! ถ้าอยู่ในแวดวง omakase เรามั่นใจว่าต้องเคยได้ยินชื่อร้าน Fillets อยู่แล้ว เพราะเปิดขายโอมากาเสะมาหลายปี และมีคนการันตีความอร่อยมากมาย ตอนนี้ข่าวดีเป็นของชาวเจริญกรุง เพราะเชฟแรนดี้-ชัยชัช นพประภา ย้ายเคาน์เตอร์โอมากาเสะมาที่บนชั้นสองของร้านสำรับสำหรับไทยแล้ว [gallery size="large" ids="12162,12173,12178"] สำหรับเรา คุณค่าของการกินโอมากาเสะ ไม่ใช่แค่การได้เอาซูชิปั้นใหม่เข้าปากได้ในเวลาที่ออกจากมือเชฟมาไม่ถึงหนึ่งนาทีเท่านั้น (ถึงแม้นั่นจะเป็นพาร์ทที่ฟินที่สุด) แต่อีกส่วนสำคัญไม่แพ้กันคือประสบการณ์นั่งดูเชฟทำ นั่งฟังเชฟอธิบาย ถามคำถามที่สงสัย อัพเดทและเรียนรู้เรื่องใหม่ ๆ ไปพร้อมกับการ appreciate อาหารตรงหน้าได้ดีกว่าเดิม และการที่เรามีเชฟแรนดี้ คุยให้ฟัง และตอบคำถามอยู่ตรงหน้า สำหรับคนไม่รู้ภาษาญี่ปุ่นอย่างเรา สบายกว่าพยายามคุยกับเชฟญี่ปุ่นหลายคนเป็นไหน ๆ ทั้งยังสนุกด้วยความเป็นคนอารมณ์ดีของเชฟ และการที่เขามีประสบการณ์มากพอจะตอบคำถามเราเรื่องเกี่ยวกับวัตถุดิบ แหล่งที่มา ฤดูกาล ไปจนถึงการปรุงได้ โอมากาเสะที่ Fillets ยังคงความจัดจ้านทางโครงสร้าง การเรียงลำดับรสชาติ สลับซูชิ ซาชิมิตามสไตล์ของตัวเอง แม้จะไม่ถึงกับหลุดความเป็นซูชิสไตล์เอโดะ แถมตอนนี้เชฟเลือกใช้เฉพาะปลาธรรมชาติที่ตกด้วยเบ็ด long

Read More

  เริ่มจากน้ำแข็งไสสุดเจ๋งก่อนเลย ลูกหลานไหหลำอย่างเรา เห็นเจ้าน้ำแข็งไสแป้งปั้น ใส่ถั่วลิสงคั่วแบบรูปแรกนี้ก็นึกถึงโบ๊กเกี้ยขึ้นมาเป็นอย่างแรก ถึงจะใกล้เคียง แต่โบ๊กเกี้ยชามนี้ มากับเยลลี่กาแฟ และน้ำเชื่อมฟิกแห้งกับกานพลู นวล ๆ หอม ๆ ซับซ้อนกว่าที่เคยกินทั่วไปมาก แต่ก็ยังทำให้นึกถึง แยบยลอะไรขนาดนี้ [gallery columns="2" size="large" link="none" ids="12129,12135"] แต่ทีเด็ดคือน้ำแข็งไสอีกชาม ที่สดชื่นจากบรรดาผลไม้ฉ่ำน้ำอย่างส้มโอ แตงโม แตงกวา เพิ่มสัมผัสด้วยลูกชิดอ่อน ๆ กับพิสตาชิโอ รวมกันแล้วยกให้เป็นน้ำแข็งไสที่เท่สุดในชีวิตเลยก็ได้ ดีมากฉ่ำมาก และทำหน้าที่ดับกระหายในหลายเลเวลและมิติ แนะนำเลยถ้าใครไม่เกลียดแตงกวา ต้องโดน คอมบิเนชันน้ำแข็งไสมาเหนือขนาดนี้ เราก็อดถามไม่ได้ว่าเป็นมายังไง เลยได้ความว่าเป็นร้านน้องสาวของ Ku Bar นี่เอง แน่นอนว่าลิสต์เครื่องดื่มก็ไม่ธรรมดา เราโดนโทนิคทำเองจาก Ku Bar ท้อปโซดา บีบมะนาว หอม หวานอ่อน ๆ ขมแค่ปลาย ในเมนูยังมีชา

Read More

‘น้ำ’ ในมือเชฟพิม ต่างกับเดวิด ทอมป์สันไหม?เราตอบคำเดียวว่า ต่าง!-เพราะ Nahm เป็นร้านปั้นของเชฟ David Thompson—ที่เปิดมาเกินสิบปี (เปิดครั้งแรกที่ลอนดอน ปี 2001) ติดอันดับได้รางวัลมากมาย ทั้งเป็นร้านอาหารไทยร้านแรก ๆ ที่ได้ดาวมิชลิน (ได้ดาวในไกด์ลอนดอน แล้วพอกรุงเทพฯ มีไกด์ก็ได้ดาวอีก) มีชื่อประดับทั้ง World’s 50 Best Restaurants แล้วก็ยังเคยเป็นที่ 1 ของ Asia’s 50 Best Restaurants ด้วย—ถ้าเราไม่พูดถึง ‘น้ำ’ ในแบบของเดวิด ก็คงจะเขิน ๆ หน่อย ในฐานะที่เคยได้ชิมฝีมือเชฟ ร้านน้ำสมัยเชฟเดวิด-เชฟปริญญ์ (ผลสุข, อดีตหัวหน้าเชฟร้านน้ำ) ในความทรงจำเราคือ อาหารรสจัดจ้าน ไม่ประนีประนอม จะเผ็ด

Read More

ตั้งแต่เริ่มโชว์ด้วย jalapeño cheddar biscuit อุ่น ๆ กราฟอารมณ์เราในมื้อนี้ก็พุ่งไปแบบไม่ตกเลย! - ถึงเราจะชอบการกินเทสติ้งเมนู ด้วยความตื่นเต้นกับสิ่งที่เชฟจะนำเสนอ แถมไม่ต้องคิดวุ่นวายกลัวจะพลาดจานอร่อยในเมนู แต่เราก็ชอบมาก ๆ เวลาที่เชฟที่ทำร้านระดับไฟน์ไดนิง เลือกเปิดร้านอาหารแบบสั่งได้จากเมนู เพราะมันหมายความว่าถ้าเราชอบ เราจะมาได้บ่อยขึ้น ทั้งเพราะว่าเราจะได้กินอาหารฝีมือระดับนั้นราคาที่ไม่แรงเท่าการกินเทสติ้ง และเพราะว่าเราเลือกได้ว่าจะกินแค่ไหนในมื้อนั้น แถมมาคราวหน้ามันก็จะยังมีสิ่งให้เราลองอีก [gallery columns="2" size="large" ids="12066,12071,12086,12081"] ที่พูดมาทั้งหมดจะบอกว่าดีใจที่เชฟ Dan Bark เปิด Caper ขึ้นมาขนาบข้างกับ Cadence - เรียกได้ว่าอยู่ใต้ชายคาเดียวกันเลยก็ไม่ผิด ต่างกันที่ Cadence เสิร์ฟ tasting menu ส่วน Caper เป็นอะลาคาร์ต เชฟแดนทำอาหาร New American มาตั้งแต่ร้านแรกที่มาเปิดที่ไทย (Upstairs at Mikkeller ร้านหนึ่งดาวมิชลินที่ปิดลงไปเพื่อเปิดร้านนี้) ซึ่งเขาพกประสบการณ์จากอดีตร้านสามดาวอย่าง

Read More

สำหรับร้านกาแฟที่เพิ่งเปิด นอกจากคนจะเริ่มแน่นแล้ว อีกสิ่งที่เราสัมผัสได้เมื่อมาเยือน Nana Hunter สาขาใหม่ล่าสุดในเครือร้านกาแฟ-โรงคั่ว NANA Coffee Roaster ก็คือ theme ที่แน่นมาก แสดงออกมาชัดจนเราไม่ต้องสะกิดใครมาถามเลย ถ้าไม่นับรวมชื่อร้าน เราก็ยังไล่ได้ตั้งแต่ลูกโลกยักษ์ที่ห้อยอยู่บนเคาน์เตอร์บาร์สี่เหลี่ยมกลางร้าน ไปจนถึงเมนูที่มีกาแฟให้เลือกกว่าสามสิบรายการ และถาดเสิร์ฟกาแฟที่สลักลายแผนที่ทวีปแหล่งปลูกกาแฟอย่างแอฟริกาและอเมริกาใต้ [gallery columns="2" size="large" ids="12012,12009"] อีกหนึ่งคอนเซปต์ที่ตีคู่ไปด้วยกันคือการแบ่งโปรไฟล์รสชาติกาแฟออกเป็น อดีต ปัจจุบัน อนาคต ให้เลือกได้ว่าชอบกาแฟโทนช็อกโกแลต ถั่ว คาราเมล (แทนกาแฟยุครุ่งเรืองในอดีต) โทนผลไม้ ดอกไม้ (กาแฟที่คนเริ่มดื่มกันในปัจจุบัน) หรือว่ากาแฟละเอียดซับซ้อนขึ้นไปอีก (อนาคต) ให้เลือกวิธีการชงได้ ตั้งแต่ดริปไปจนถึงไซฟอน ที่มีดีกรีแชมป์ไซฟอนเป็นจุดขาย วันที่เราไปแน็ต - กษมา กันบุญ แชมป์ปี 2018 ยืนบาร์ไซฟอนอยู่เองด้วย ส่วนราคาก็อยู่ในช่วง 200-600 บาท โดยตัวที่ราคาสูงสุดคือเมล็ดแชมป์ [gallery columns="2" size="large"

Read More

  เรื่อง/ภาพ: พนิตา ธีรภาพพงศ์   สำหรับคนที่โตมากับการนัดเพื่อนแถวสยาม โรงหนังคือหนึ่งในที่ที่เราไปใช้เวลามากอยู่ ไม่ว่าเมื่อไหร่เราก็จะหาเรื่องไปดูหนังสักเรื่องได้ทุกที ไม่ว่าจะเป็นโรงหนังสยาม โรงหนังลิโด หรือโรงหนังสกาลา   สำหรับเรา โรงหนังเหล่านี้เป็นมากกว่าที่นัดเพื่อน เพราะความทรงจำแรกๆ ที่มีคือเป็นโรงหนังที่แม่จูงมือเราไปดูหนังผี (เราเป็นเด็กชอบดูหนังผี) และเราก็โตมากับการดูหนังในย่านนี้ ที่หมุนเวียนเปลี่ยนไปแล้วแต่ทางเอเพ็กซ์จะจัดหนังเรื่องไหนเข้าโรงไหน   แต่ถึงจะไปดูเป็นประจำ เราในตอนเด็กก็ไม่ได้รู้สึกถึงความสวยงามของตึกหรืองานสถาปัตยกรรมเท่าไร จนกระทั่งตอนทำงานอยู่นิตยสาร เราได้ไปคุยกับช่างภาพผู้หลงใหลในสถาปัตยกรรมเก่ายุคโมเดิร์นอย่าง เบียร์-วีระพล สิงห์น้อย ก่อนจะได้รับมอบหมายให้ไปถ่ายภาพโรงหนังแห่งนี้มาลงบทความ และนั่นทำให้เราเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อสกาลาไปเลย   เรายังคงวนเวียนไปดูหนังที่สกาลาตามแต่โอกาสจะอำนวย เพราะบางทีเรื่องที่อยากดูก็ไม่เข้าสกาลา ฉายแต่ที่ลิโด ช่วงหลังที่ลิโดปิดตัวไปก็ทำให้ได้ไปดูที่สกาลาอย่างเต็มตัว และเริ่มเก็บตั๋วหนังไว้เป็นที่ระลึก เพราะเราก็ไม่รู้ว่าสกาลาจะไปได้ต่อนานแค่ไหน   งานถ่ายภาพสถาปัตยกรรมของสกาลาที่ทำให้เราเห็นถึงความงามของโรงภาพยนตร์แห่งนี้ขึ้นมา [caption id="attachment_11963" align="aligncenter" width="1024"] ตั๋วหนังที่เราเก็บสะสม[/caption]   เหตุผลหลักๆ ที่เรายังคงเลือกไปโรงหนังอย่างสกาลาแทนที่จะเป็นโรงหนังยุคใหม่ทั่วไป คือเรารู้สึกว่ามาดูหนังที่นี่เหมือนได้หนีจากโลกภายนอกไปอยู่ในอีกมิติชั่วคราว ไม่ต้องเร่งรีบ ไม่มีความสะดวกสบายของเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้อง เวลาเลือกที่นั่งตอนซื้อตั๋ว ยังเลือกจากแพลนที่นั่งบนแผ่นกระดาษ A4 อยู่เลย เมื่อไรที่เราเหนื่อยๆ จากการทำงานฟรีแลนซ์หนักๆ แล้วอยากพักสมองภายในเวลา 2 ชั่วโมง ก็ได้การมาดูหนังที่นี่ล่ะ เคยมีครั้งนึงเหมือนจะเก็บกด

Read More

หมดหน้าหนาว เข้าหน้าร้อน อาจจะเห็นคนไปทะเลกันเยอะขึ้น แต่รอบนี้เราอยากแนะนำให้ทุกคนมุ่งหน้าขึ้นเขาเพื่อไปสัมผัสกับวิวแปลกตาที่ดูแล้วอย่างกับไม่ใช่เมืองไทย ที่ที่ว่าก็คืออ่างเก็บน้ำตอนบนโรงไฟฟ้าลำตะคองชลภาวัฒนา บนเขายายเที่ยง อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา ที่ตอนนี้เป็นบ้านใหม่ของกังหันลมไฟฟ้าที่ได้ชื่อว่าใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ด้วยความสูงถึง 68 เมตร พร้อมใบพัดขนาดยักษ์ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางอีก 60 เมตร สิ่งที่ทำให้เราว้าวกับที่นี่คือการได้มีโอกาสชมกังหันลมอย่างใกล้ชิดบนสันเขื่อนที่กว้างสุดลูกหูลูกตา มองไปทางทิศตะวันตกเป็นอ่างเก็บน้ำของเขื่อนลำตะคองที่สามารถเก็บน้ำได้มากถึง 10 ล้านลูกบาศก์เมตร ได้ชื่อว่าเป็นเขื่อนลอยฟ้าเพราะอยู่บนยอดเขา ขณะที่ตัวเขื่อนเองก็มีความเป็นที่สุดในตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นโรงไฟฟ้าใต้ดินแห่งแรกของเมืองไทย และมีอุโมงค์มากมายถึง 15 อุโมงค์ นับความยาวรวมได้ถึง 9 กิโลเมตร มาถึงที่นี่บอกเลยว่ากิจกรรมที่ห้ามพลาดคือปั่นจักรยานเที่ยวรอบสันเขื่อน สัมผัสความกว้างใหญ่ของตัวเขื่อน และความมหึมาของกังหันลมแต่ละตัวอย่างใกล้ชิด โดยเสียค่าเช่าที่ร้านบนสันเขื่อนเพียงคันละ 40 บาทเท่านั้นถ้าอยากให้ฟินสุดเราแนะนำให้ขึ้นไปช่วงบ่ายแก่ๆ และนั่งดูพระอาทิตย์ตกที่ปลายเขื่อน มองเห็นแสงสีทองสะท้อนผืนน้ำ รายล้อมด้วยทิวเขาสวยๆ ที่ทำให้เราลืมเวลาไปเลย แต่ทำไมกังหันลมถึงได้มาโผล่ในสถานที่ซึ่งดูแล้วไม่น่าจะมีลมพัดผ่านฉิวเหมือนริมทะเล หรือยอดเขาที่สูงกว่านี้? ผลการศึกษาเรื่องพลังงานลมพบว่า พื้นที่บริเวณเขายายเที่ยงเป็นพื้นที่ที่มีพลังลมดีที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองไทย โดยจะมีลมพัดผ่านเกือบตลอดทั้งปี โดยเฉพาะใน 2 ช่วงสำคัญนั่นคือ ช่วงเดือนพฤศจิกายน ถึงปลายเดือนมีนาคม ที่จะมีลมมรสุมพัดจากตะวันออกเฉียงเหนือลงมา ต่อจากนั้นในเดือนพฤษภาคมถึงกลางเดือนตุลาคมก็จะเป็นลมมรสุมจากตะวันตกเฉียงใต้พัดขึ้นมาทั้งหมดนี้เกิดขึ้นที่ความสูงจากระดับน้ำทะเลเพียง 650

Read More

ถ้าเป็นปีอื่น ช่วงนี้เราน่าจะกำลังเห็นความคึกคักของ Negroni Week แคมเปญดื่มเพื่อบริจาคเงินช่วยองค์กรการสาธารณประโยชน์ต่าง ๆ ที่แบรนด์เครื่องดื่มส่วนผสมหลักของดริงก์คลาสสิกนี้เป็นตัวตั้งตัวตีเริ่มทำมาหลายปี โดยทั้งบาร์และผู้บริโภคอย่างเราก็มีส่วนร่วมง่าย ๆ กับทุกแก้วของเนโกรนีที่เราสั่ง ร้านจะหักรายได้ส่วนหนึ่งไปบริจาคกับองค์กรที่เลือกไว้ ไม่ว่าเราจะเลือกร้านไปจากเครื่องดื่มหรือจากองค์กรที่จะบริจาคให้ก็เป็นกิจกรรมที่น่ารักมาก ๆ  แต่ใครก็รู้ว่าปีนี้ไม่เหมือนปีไหน จากแคมเปญดื่มเพื่อโลก ทางแบรนด์ Campari ก็เลยหันกลับมาช่วยประคองพี่น้องในวงการกันก่อน เพราะการที่ร้านดื่มเปิดไม่ได้หมายถึงเหล่าสมาชิกในร้านที่ขาดรายได้ ผู้ประกอบการที่อาจมีแต่รายจ่าย ไปจนถึงร้านที่ต้องปิดหรือคนที่ต้องตกงาน เราไม่ผิดหวังเลยที่เห็นแบรนด์นี้ลุกขึ้นมาเล่นใหญ่อีกครั้ง โดยจัดแคมเปญหารายได้มาช่วยบาร์เทนเดอร์ที่ต้องว่างงาน ตื่นเต้นที่ใช้ความเป็น global (เราลองเข้า #shakennotbroken ในอินสตาแกรมแล้วก็เห็นพลังอันเหลือล้น) ทำแคมเปญนี้โดยให้แต่ละประเทศไปร่วมมือกับร้านในประเทศตัวเอง จัดงานในแบบตัวเองที่ยังคงอยู่ในตีมหลัก ขอตบมือให้กับทีมการตลาดของแบรนด์สักหน่อย สำหรับในไทย ที่สถานการณ์ดูน่าเป็นห่วงกว่าหลายประเทศ เขาก็ร่วมกับ 1919 ที่เป็นร้านหลักของแบรนด์ กับบาร์เทนเดอร์มือรางวัลที่เป็นที่รู้จักอย่าง ปาล์ม-ศุภวิชญ์ มุททารัตน์ มะขาม-ธรรมาริน คูเปอร์ และ Davide Sambo รับบริจาคในรูปแบบการขายเสื้อ ชุดโคลด์คัตพร้อมเครื่องดื่ม และชุดทำเครื่องดื่มเองที่บ้าน เลือกได้ว่าชอบพอรูปแบบไหน

Read More