HomePosts Tagged "กรุงเทพฯ"

กรุงเทพฯ Tag

ตรุษจีนปีนี้ใครคิดถึงโจ๊กฮ่องกงแต่ยังไม่กล้าบินไป ตามเรามานี่! แค่คิดถึงความนุ่มเนียนของข้าวที่เคี่ยวจนฟู บาน ละลายลงไปผสานรวมเป็นหนึ่งเดียวกับน้ำต้มข้าวเราก็ท้องร้องโจ๊ก ๆ แล้ว และนี่คือพิกัดร้านที่เราคิดว่าจัดจ้านในย่านกรุงเทพฯ ประทังความอยากโจ๊กสไตล์ฮ่องกงได้โดยไม่ต้องเดินทางไกล ส่วนคอโจ๊กคนไหนมีร้านเด็ดที่เรายังไปไม่ถึง บอกต่อกันมาหน่อยนะ! Golden Bowlโจ๊กอันดับหนึ่งในใจเราในกรุงเทพฯ ที่ครองใจมาหลายปีไม่เปลี่ยนแปลง ด้วยตัวโจ๊กที่ทั้งหอมข้าวแบบสุด ๆ ตีมาเนื้อเนียน ๆ ข้น ๆ รสชาติอ่อน ๆ ละมุน ตามสไตล์ฮ่องกง และถ้าใครชอบตับด้วยเราขอให้สั่ง เพราะตับที่นี่หั่นชิ้นหนาและลวกมาแบบกำลังสุกพอดี นุ่ม ๆ ไม่แห้ง ไม่แข็ง ไม่เหนียว ไม่คาว ขนาดที่ใครที่ไม่ใช่แฟนตับถ้าได้ชิมก็อาจเปลี่ยนใจได้ ส่วนตัวเราว่าดีกว่าที่ฮ่องกงหลาย ๆ เจ้า และราคาที่นี่ก็มีความฮ่องกงพอกัน คืออาจไม่สามารถกินได้ทุกเช้าอย่างใจต้องการ แต่นาน ๆ ทีก็จะอยากพาบรรดาปากและต่อมรับรสมาสัมผัสความนุ่มนวลเนียนนี้ ดีต่อใจเสมือนพาตัวเองไปสปาปรนนิบัติผิวยังไงยังงั้น โจ๊กราคาเริ่มต้นที่ 200 บาท มีให้เลือกทั้งหมู ไก่

Read More

เคยจิบเนโกรนีที่ละลายแล้วแต่ยังอร่อยอยู่ไหม? คลาสสิกเนโกรนีแก้วนี้ที่ 1919 ทำให้เราต้องหันไปถาม เบล-ภารดี เฮดบาร์เทนเดอร์ของร้านว่า อะไรทำให้เนโกรนีบางแก้วอร่อยกว่าแก้วอื่น ทั้ง ๆ ที่เป็นค็อกเทลคลาสสิกสูตร 1:1:1 ที่ดูไม่ซับซ้อนอะไร “นอกจากเหล้าที่เลือกใช้ที่มีผลมาก ๆ แล้ว ข้อสำคัญในการทำเนโกรนีคือการคน เพราะว่าส่วนผสมจะเข้ากันแค่ไหน น้ำแข็งละลายเท่าไร อยู่ที่การคน ซึ่งเป็นขั้นตอนการชงขั้นตอนเดียวของค็อกเทลนี้” อันนี้เรียกว่าเสน่ห์ปลายบาร์สปูนก็คงไม่ผิด นี่แค่เนโกรนีตัวคลาสสิกเราก็ยังตื่นเต้นขนาดนี้ แล้วลองนึกดูว่าในเมนูก็ยังมีทวิสต์อีกหลายตัวให้เลือก ทั้งตัวที่ปาล์ม-ศุภวิชญ์ มุททารัตน์ หัวเรือใหญ่ฝั่งเครื่องดื่มของ Foodie Collection กลุ่มร้านอาหารเจ้าของร้านนี้ (รวมถึง Vesper, Il Fumo, La Dotta) นำไปแข่งในรายการ Campari Bartender Competition ที่เขาได้แชมป์ภูมิภาคมา ไปจนถึงตัวที่เอจในถังไม้ ใส่ทรัฟเฟิล และกระทั่งตัวดื่มง่ายสำหรับคนที่ยังไม่อิน ถ้าถามว่า 1919 เขาจริงจังเรื่องเนโกรนีขนาดไหน ก็บอกเลยว่าชื่อ 1919 มาจากปีที่มีเนโกรนีแก้วแรกเกิดขึ้น ผ่านมา 100 ปีพอดี และนอกจากจะเป็นบาร์ที่เน้นค็อกเทลคลาสสิกตัวนี้ ที่นี่ยังเป็นบาร์หลักของ Campari หนึ่งในส่วนผสมหลักของเนโกรนีอีก นอกจากเนโกรนีแล้วยังมีค็อกเทลตัวอื่นที่นำกลิ่นอายอิตาลีมาทวิสต์ ตัวที่ถูกใจเรามากคือ

Read More

มะม่วงปลาร้าโหน่ง กะเพราแห้ง และเอาะไข่ใส่ปลาร้าคืออร่อยเหาะ- พอได้ยินว่า เผ็ด เผ็ด ร้าน #อาหารอีสาน สุดเผ็ชในย่าน #อารีย์ เปิดสาขาใหม่แถวฝั่งธนฯ ที่แหล่งกินยอดฮิตอย่าง #ตลาดคลองลัดมะยม เราก็ใส่เข้าในลิสต์สิ่งต้องทำตอนปีใหม่แบบไม่ต้องคิดเยอะ (ไม่ใช่เรื่องเตรียมเช็คอินยิมไหนหรอกเราน่ะ) เพราะที่นี่ไม่ได้ขายเมนูเด็ดของเผ็ด เผ็ด อย่างเดียว แต่ ต้อม-ณัฐพงศ์ แซ่หู เชฟผู้เป็นคนต้นคิดเมนูจากบ้านเกิดนครพนม ได้หยิบความเป็นคลองมาเชื่อมโยงกับความเป็นท้องนาของภาคอีสาน พร้อมใส่ความทรงจำอาหารในวัยเด็กที่เคยกินเมื่อครั้งยังใช้ชีวิตย่ำในท้องนา จนออกมาเป็นจานชื่อแปลกหูจากวัตถุดิบง่ายๆ แต่อร่อยลืมเผ็ดไปเลยจา เอาจริงๆ เราก็คิดเมนูที่อยากกินจากบ้านมาระดับหนึ่ง แต่พอเจอเมนูเล่มจริงที่ร้านก็ทำเอาเมนูในหัวกระเจิดกระเจิงไปหมด เพราะไม่ว่าจะเห็นจานไหนก็น้ำลายสอไปหมด พอรวบรวมสติได้ก็ถามน้องที่ร้านที่แนะนำมาหลากไอเดีย ซึ่งแน่นอนเราก็แอบเอาแต่ใจมาหลายจานเหมือนกัน เอาแต่ใจสุดเห็นจะเป็นข้าวคั่ว #กากหมู (120 บาท) ที่ผัดมาแบบง่าย ๆ แต่ตักเพลินเกินอร่อยลืมข้าวเหนียวข้าวจี่ไปเลยเด้อ แน่นอนว่าแซ่บสุดบนโต๊ะคือ #ตำมะม่วง ปลาร้าโหน่ง (120 บาท) มาพร้อมน้ำ #ปลาร้าโหน่ง สุดนัวเข้ากับความเปรี้ยวของมะม่วงเคี้ยวสนุกแข่งความกรุบของปลากรอบที่โรยมาในจาน ส่วนตำข้าวปุ้น (80 บาท) และตำปลาร้ากุ้งสด (160 บาท) ที่โรยเม็ดกระถินมาท่วมจานก็ทำต่อมน้ำลายเหนื่อยมาก น้ำลายพุ่งไม่หยุด แถมกุ้งก็สดเด้งสู้ฟันสุดอะไรสุด มุดมาจานชื่อไม่คุ้นหูอย่างเอาะไข่ใส่ #ปลาร้า (130 บาท) ที่เราตัดสินใจลองเพราะอยากรู้รสชาติซึ่งก็ไม่ผิดหวัง เอาะไข่ปรุงร้อนมาในกระทะหูจับแบบอบวุ้นเส้นที่เปิดมาพร้อมกับควันฉุย ส่วนความอร่อยทำเอาเรามองว่านี่เป็นมิติใหม่ของการกินไข่ตุ๋นชัด ๆ

Read More

เวลาใครถามหาร้านเค้กออนไลน์ Bite Me Softly มักเป็นชื่อแรก ๆ ที่เราแนะนำบ่อยครั้ง ไม่ใช่แค่สั่งออนไลน์มาส่งถึงบ้านอย่างเดียว แต่เราก็พบเจอขนมเจ้านี้ในคาเฟ่และร้านอาหารที่วางใจหลาย ๆ ร้าน นี่เป็นเหตุผลที่เราดีใจเป็นพิเศษ เมื่อได้ยินว่าแบรนด์ขนมที่ซุ่มเชียร์หลายปีได้ฤกษ์เปิดร้านของตัวเอง และถึงแม้จะไม่เคยชิมอาหารฝีมือเช้า-ต่อจันทน์ แคทริน บุณยสิงห์ เชฟเจ้าของร้าน แต่หนังสือสูตรอาหารสองเล่มและบรรดาพายต่าง ๆ ที่เธออบขายออนไลน์ก็ยั่วยวนจนเราไปถึงบ้านในตรอกหนึ่งบนถนนพระสุเมรุ       แล้วเราก็ไม่ผิดหวัง   เพราะที่นี่ เชฟสาวตัวเล็กตั้งใจใช้ความสามารถที่เธอมี รวมกับความรู้ที่ขวนขวายหามาอย่างเต็มที่ และใจที่อยากให้คนกินได้รับแต่สิ่งดี ๆ ออกมาเป็นคาเฟ่ดีต่อใจที่ฝากท้องไว้ได้ทั้งกับอาหาร ขนม และเครื่องดื่ม   ยิ่งฟังเรื่องของเธอเราก็ยิ่งสนใจ เธอเริ่มเข้าครัวตั้งแต่หัวยังไม่พ้นขอบหม้อ ช่วยที่บ้านเตรียมอาหารตั้งแต่เด็กผัก คนหม้อ จนกระทั่งอายุได้สิบเอ็ดปีก็เริ่มหัดทำขนมเองเป็นครั้งแรก และทำมาเรื่อย ๆ ถึงแม้พอจบมัธยมจะไม่ได้เข้าเรียนทำอาหารดั่งใจ เพราะครอบครัวไม่เห็นด้วย แต่หลังจากเรียนจบปริญญาโทด้านการตลาดและทำงานหาเงินได้เอง เช้าก็ตัดสินใจเริ่มต้นเส้นทางสายอาหารของตัวเองด้วยการเข้าเรียนที่เลอ กอร์ดองเบลอ จนกระทั่งสมัครงานได้ในบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมอาหาร หลังจากนั้นต่อจันทน์ก็เข้าสู่วงการอาหารอย่างเต็มตัว   ไม่น่าเชื่อว่า Bite Me Softly เกิดขึ้นมาได้เจ็ดปีแล้ว เริ่มจากการใช้เวลาว่างจากงานของเธอ ขายผ่านช่องทางออนไลน์

Read More

เขาว่ากันว่าคนที่มีอะไรคล้ายกันจะดึงดูดกัน ในเคสนี้เราว่าจริงตามนั้น เพราะความจริงจังด้านพาสตาของลาดอตต้า (La Dotta) ดึงดูดหัวใจรักพาสตาของเรามายังร้านน้องสาวที่คลอดตามกันมาติดๆ อย่าง ลาดอตตา ลากราสซา (La Dotta La Grassa) ถึงจะได้ชื่อว่าเป็นน้องสาว แต่น้องคนนี้ไม่ธรรมดา เพราะนอกจากจะมีพื้นที่กว้างขวางกว่าแล้ว ยังมีความสวยแกลม น่ารักขี้เล่นขึ้นอีกหลายขุม ถ้าเป็นผู้หญิงก็คงเรียกได้ว่ามีความซับซ้อนน่าค้นหาคนหนึ่งเลยทีเดียว ไล่ตั้งแต่หน้าร้านโทนสีน้ำเงินสดตัดชมพูอ่อนด้านในร้าน แซมด้วยความแวววับของเครื่องประดับสีทอง กับการสะท้อนของกระจกและหน้าต่าง ก่อนจะประกาศความขี้เล่นก๋ากั่นออกมาอย่างไม่เหนียมอายด้วยไฟนีออนสีชมพูสด! มาตอนกลางวันได้ลุกใส ๆ แต่กลางคืนเธอก็จะแซ่บได้เหมือนกัน แน่นอนว่าเธอไม่ได้ดูสลับซับซ้อนขึ้นแต่เฉพาะภายนอกเท่านั้น แต่รวมถึงเมนูอาหารที่หลากหลายขึ้นมากจากร้านพี่สาว จนเรียกได้ว่าเป็นร้านอาหารอิตาเลียนเต็มรูปแบบที่ครอบคลุมอาหารทั้งมื้อเช้า กลางวัน เย็น ด้วยเวลาเปิดร้านที่ยาวตั้งแต่หกโมงครึ่งไปจนถึงห้าทุ่ม นี่ยังไม่รวมว่าถ้าไม่หิวเท่าไรแต่กระหายแอลกอฮอล์ขึ้นมาก็มานั่งดริงก์กันได้ทั้งไวน์และค็อกเทลด้วย แต่ทั้งหมดทั้งมวล ทีเด็ดของร้านยังอยู่ที่พาสตา โดยโลโก้ร้านนี้เป็นพาสตาคองคิเย (conchiglie) รูปเปลือกหอย ที่บอกใบ้เราเป็นนัย ๆ ถึงพาสตาทำเองของร้าน ซึ่งมีมากกว่าพาสตาสดทำมือของร้านลาดอตตา (ที่ใช้โลโก้เป็นรูปตอร์เตโลนี [tortelloni] พาสตาห่อไส้) โดยร้านใหม่ได้อิมพอร์ตเครื่องทำพาสตายี่ห้อ La Monferrina มาจากอิตาลี ที่เขาว่าเป็นระดับเฟอร์รารีของวงการเครื่องทำพาสตาโดยใช้แป้งที่เลือกมาพิเศษจากอิตาลี ฟังแค่นี้เราก็ตื่นเต้นแล้ว พอมาชิมจริง ๆ ยิ่งตื่นเต้นกว่า

Read More

เวลาจะหาร้านกินย่านเมืองเก่า ร้านรวงต่างๆ ก็มักกระจุกตัวอยู่ตามถนนที่เราคุ้นเคย เช่นย่านถนนดินสอ ถนนพระสุเมรุ ถนนพระอาทิตย์ หรือแหล่งรวมคนอย่างถนนข้าวสาร ที่มีให้เลือกกินตั้งแต่ผัดไทยรถเข็นไปจนถึงห้องแถวซอยรามบุตรี (แถว Swensen’s) ที่มี street food ให้เลือกเยอะเหลือเกิน สำหรับคนที่ผ่านถนนราชดำเนินบ่อยๆ ก็อาจสังเกตเห็นร้านอาหารสีขาวหน้าตาธรรมดา ร้านเดียวที่เปิดไฟสว่างจ้าในยามค่ำคืนในโซนใกล้กับโรงแรมรอยัล รัตนโกสินทร์ ร้านที่ว่าก็คือ สกายไฮ (Sky High) ร้านข้าวต้มเก่าแก่ที่เปิดมานานกว่า 40 ปี แม้อาหารร้านนี้จะไม่ได้เด็ดดวงไปเสียทุกจาน แต่ร้านเล็กๆ เก่าๆ แห่งนี้ก็ทำให้เราหันกลับมามองถนนราชดำเนินดูเหมือนจะถูกลืมไปด้วยความที่ไม่ค่อยมีร้านอาหารอะไรให้กินนอกจากแม็คโดนัลส์ที่วงเวียนอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย หรือร้านหรูอลังของอย่าง เมธาวลัย ศรแดง ที่แย่งสปอตไลท์ไปซะหมด เสน่ห์อย่างหนึ่งของที่นี่คือการเปิดทำการตั้งแต่ 8 โมงเช้าไปจนถึงตี 1 ทำให้คนผ่านไปมามีที่ให้นั่งกินข้าวต้มร้อนๆ ในห้องแอร์ บรรยากาศเหมือนหยุดเวลาไว้ในยุค 70 ซะแบบนั้น ทางเข้าร้านสีขาวบังคับให้เราเดินผ่านกองทัพอาหารที่เรียงรายยั่วใจ รอให้ลูกค้าเลือกจานโปรดของตัวเอง อาหารหน้าร้านก็จะเป็นจานคุ้นเคยของคอข้าวต้มที่มีตั้งแต่วัตถุดิบเช่นปลาอินทรีย์ไปจนถึงจานยำทั้งหลาย ผัดใบปอ ผัดหนำเลี๊ยบ รวมทั้งหม้อต้มตุ๋น (ตั้งไฟอุ่นไปเรื่อยๆ) ที่มีตั้งแต่ต้มพะโล้ไปจนถึงต้มจับฉ่าย

Read More