HomePosts Tagged "bangkok"

bangkok Tag

ย่านนี้มีโอมากาเสะเสียที และข่าวดีคือเป็นทีม Fillets ที่ไว้ใจได้เสมอ! ถ้าอยู่ในแวดวง omakase เรามั่นใจว่าต้องเคยได้ยินชื่อร้าน Fillets อยู่แล้ว เพราะเปิดขายโอมากาเสะมาหลายปี และมีคนการันตีความอร่อยมากมาย ตอนนี้ข่าวดีเป็นของชาวเจริญกรุง เพราะเชฟแรนดี้-ชัยชัช นพประภา ย้ายเคาน์เตอร์โอมากาเสะมาที่บนชั้นสองของร้านสำรับสำหรับไทยแล้ว [gallery size="large" ids="12162,12173,12178"] สำหรับเรา คุณค่าของการกินโอมากาเสะ ไม่ใช่แค่การได้เอาซูชิปั้นใหม่เข้าปากได้ในเวลาที่ออกจากมือเชฟมาไม่ถึงหนึ่งนาทีเท่านั้น (ถึงแม้นั่นจะเป็นพาร์ทที่ฟินที่สุด) แต่อีกส่วนสำคัญไม่แพ้กันคือประสบการณ์นั่งดูเชฟทำ นั่งฟังเชฟอธิบาย ถามคำถามที่สงสัย อัพเดทและเรียนรู้เรื่องใหม่ ๆ ไปพร้อมกับการ appreciate อาหารตรงหน้าได้ดีกว่าเดิม และการที่เรามีเชฟแรนดี้ คุยให้ฟัง และตอบคำถามอยู่ตรงหน้า สำหรับคนไม่รู้ภาษาญี่ปุ่นอย่างเรา สบายกว่าพยายามคุยกับเชฟญี่ปุ่นหลายคนเป็นไหน ๆ ทั้งยังสนุกด้วยความเป็นคนอารมณ์ดีของเชฟ และการที่เขามีประสบการณ์มากพอจะตอบคำถามเราเรื่องเกี่ยวกับวัตถุดิบ แหล่งที่มา ฤดูกาล ไปจนถึงการปรุงได้ โอมากาเสะที่ Fillets ยังคงความจัดจ้านทางโครงสร้าง การเรียงลำดับรสชาติ สลับซูชิ ซาชิมิตามสไตล์ของตัวเอง แม้จะไม่ถึงกับหลุดความเป็นซูชิสไตล์เอโดะ แถมตอนนี้เชฟเลือกใช้เฉพาะปลาธรรมชาติที่ตกด้วยเบ็ด long

Read More

  เริ่มจากน้ำแข็งไสสุดเจ๋งก่อนเลย ลูกหลานไหหลำอย่างเรา เห็นเจ้าน้ำแข็งไสแป้งปั้น ใส่ถั่วลิสงคั่วแบบรูปแรกนี้ก็นึกถึงโบ๊กเกี้ยขึ้นมาเป็นอย่างแรก ถึงจะใกล้เคียง แต่โบ๊กเกี้ยชามนี้ มากับเยลลี่กาแฟ และน้ำเชื่อมฟิกแห้งกับกานพลู นวล ๆ หอม ๆ ซับซ้อนกว่าที่เคยกินทั่วไปมาก แต่ก็ยังทำให้นึกถึง แยบยลอะไรขนาดนี้ [gallery columns="2" size="large" link="none" ids="12129,12135"] แต่ทีเด็ดคือน้ำแข็งไสอีกชาม ที่สดชื่นจากบรรดาผลไม้ฉ่ำน้ำอย่างส้มโอ แตงโม แตงกวา เพิ่มสัมผัสด้วยลูกชิดอ่อน ๆ กับพิสตาชิโอ รวมกันแล้วยกให้เป็นน้ำแข็งไสที่เท่สุดในชีวิตเลยก็ได้ ดีมากฉ่ำมาก และทำหน้าที่ดับกระหายในหลายเลเวลและมิติ แนะนำเลยถ้าใครไม่เกลียดแตงกวา ต้องโดน คอมบิเนชันน้ำแข็งไสมาเหนือขนาดนี้ เราก็อดถามไม่ได้ว่าเป็นมายังไง เลยได้ความว่าเป็นร้านน้องสาวของ Ku Bar นี่เอง แน่นอนว่าลิสต์เครื่องดื่มก็ไม่ธรรมดา เราโดนโทนิคทำเองจาก Ku Bar ท้อปโซดา บีบมะนาว หอม หวานอ่อน ๆ ขมแค่ปลาย ในเมนูยังมีชา

Read More

‘น้ำ’ ในมือเชฟพิม ต่างกับเดวิด ทอมป์สันไหม?เราตอบคำเดียวว่า ต่าง!-เพราะ Nahm เป็นร้านปั้นของเชฟ David Thompson—ที่เปิดมาเกินสิบปี (เปิดครั้งแรกที่ลอนดอน ปี 2001) ติดอันดับได้รางวัลมากมาย ทั้งเป็นร้านอาหารไทยร้านแรก ๆ ที่ได้ดาวมิชลิน (ได้ดาวในไกด์ลอนดอน แล้วพอกรุงเทพฯ มีไกด์ก็ได้ดาวอีก) มีชื่อประดับทั้ง World’s 50 Best Restaurants แล้วก็ยังเคยเป็นที่ 1 ของ Asia’s 50 Best Restaurants ด้วย—ถ้าเราไม่พูดถึง ‘น้ำ’ ในแบบของเดวิด ก็คงจะเขิน ๆ หน่อย ในฐานะที่เคยได้ชิมฝีมือเชฟ ร้านน้ำสมัยเชฟเดวิด-เชฟปริญญ์ (ผลสุข, อดีตหัวหน้าเชฟร้านน้ำ) ในความทรงจำเราคือ อาหารรสจัดจ้าน ไม่ประนีประนอม จะเผ็ด

Read More

ตั้งแต่เริ่มโชว์ด้วย jalapeño cheddar biscuit อุ่น ๆ กราฟอารมณ์เราในมื้อนี้ก็พุ่งไปแบบไม่ตกเลย! - ถึงเราจะชอบการกินเทสติ้งเมนู ด้วยความตื่นเต้นกับสิ่งที่เชฟจะนำเสนอ แถมไม่ต้องคิดวุ่นวายกลัวจะพลาดจานอร่อยในเมนู แต่เราก็ชอบมาก ๆ เวลาที่เชฟที่ทำร้านระดับไฟน์ไดนิง เลือกเปิดร้านอาหารแบบสั่งได้จากเมนู เพราะมันหมายความว่าถ้าเราชอบ เราจะมาได้บ่อยขึ้น ทั้งเพราะว่าเราจะได้กินอาหารฝีมือระดับนั้นราคาที่ไม่แรงเท่าการกินเทสติ้ง และเพราะว่าเราเลือกได้ว่าจะกินแค่ไหนในมื้อนั้น แถมมาคราวหน้ามันก็จะยังมีสิ่งให้เราลองอีก [gallery columns="2" size="large" ids="12066,12071,12086,12081"] ที่พูดมาทั้งหมดจะบอกว่าดีใจที่เชฟ Dan Bark เปิด Caper ขึ้นมาขนาบข้างกับ Cadence - เรียกได้ว่าอยู่ใต้ชายคาเดียวกันเลยก็ไม่ผิด ต่างกันที่ Cadence เสิร์ฟ tasting menu ส่วน Caper เป็นอะลาคาร์ต เชฟแดนทำอาหาร New American มาตั้งแต่ร้านแรกที่มาเปิดที่ไทย (Upstairs at Mikkeller ร้านหนึ่งดาวมิชลินที่ปิดลงไปเพื่อเปิดร้านนี้) ซึ่งเขาพกประสบการณ์จากอดีตร้านสามดาวอย่าง

Read More

สำหรับร้านกาแฟที่เพิ่งเปิด นอกจากคนจะเริ่มแน่นแล้ว อีกสิ่งที่เราสัมผัสได้เมื่อมาเยือน Nana Hunter สาขาใหม่ล่าสุดในเครือร้านกาแฟ-โรงคั่ว NANA Coffee Roaster ก็คือ theme ที่แน่นมาก แสดงออกมาชัดจนเราไม่ต้องสะกิดใครมาถามเลย ถ้าไม่นับรวมชื่อร้าน เราก็ยังไล่ได้ตั้งแต่ลูกโลกยักษ์ที่ห้อยอยู่บนเคาน์เตอร์บาร์สี่เหลี่ยมกลางร้าน ไปจนถึงเมนูที่มีกาแฟให้เลือกกว่าสามสิบรายการ และถาดเสิร์ฟกาแฟที่สลักลายแผนที่ทวีปแหล่งปลูกกาแฟอย่างแอฟริกาและอเมริกาใต้ [gallery columns="2" size="large" ids="12012,12009"] อีกหนึ่งคอนเซปต์ที่ตีคู่ไปด้วยกันคือการแบ่งโปรไฟล์รสชาติกาแฟออกเป็น อดีต ปัจจุบัน อนาคต ให้เลือกได้ว่าชอบกาแฟโทนช็อกโกแลต ถั่ว คาราเมล (แทนกาแฟยุครุ่งเรืองในอดีต) โทนผลไม้ ดอกไม้ (กาแฟที่คนเริ่มดื่มกันในปัจจุบัน) หรือว่ากาแฟละเอียดซับซ้อนขึ้นไปอีก (อนาคต) ให้เลือกวิธีการชงได้ ตั้งแต่ดริปไปจนถึงไซฟอน ที่มีดีกรีแชมป์ไซฟอนเป็นจุดขาย วันที่เราไปแน็ต - กษมา กันบุญ แชมป์ปี 2018 ยืนบาร์ไซฟอนอยู่เองด้วย ส่วนราคาก็อยู่ในช่วง 200-600 บาท โดยตัวที่ราคาสูงสุดคือเมล็ดแชมป์ [gallery columns="2" size="large"

Read More

ถ้าเป็นปีอื่น ช่วงนี้เราน่าจะกำลังเห็นความคึกคักของ Negroni Week แคมเปญดื่มเพื่อบริจาคเงินช่วยองค์กรการสาธารณประโยชน์ต่าง ๆ ที่แบรนด์เครื่องดื่มส่วนผสมหลักของดริงก์คลาสสิกนี้เป็นตัวตั้งตัวตีเริ่มทำมาหลายปี โดยทั้งบาร์และผู้บริโภคอย่างเราก็มีส่วนร่วมง่าย ๆ กับทุกแก้วของเนโกรนีที่เราสั่ง ร้านจะหักรายได้ส่วนหนึ่งไปบริจาคกับองค์กรที่เลือกไว้ ไม่ว่าเราจะเลือกร้านไปจากเครื่องดื่มหรือจากองค์กรที่จะบริจาคให้ก็เป็นกิจกรรมที่น่ารักมาก ๆ  แต่ใครก็รู้ว่าปีนี้ไม่เหมือนปีไหน จากแคมเปญดื่มเพื่อโลก ทางแบรนด์ Campari ก็เลยหันกลับมาช่วยประคองพี่น้องในวงการกันก่อน เพราะการที่ร้านดื่มเปิดไม่ได้หมายถึงเหล่าสมาชิกในร้านที่ขาดรายได้ ผู้ประกอบการที่อาจมีแต่รายจ่าย ไปจนถึงร้านที่ต้องปิดหรือคนที่ต้องตกงาน เราไม่ผิดหวังเลยที่เห็นแบรนด์นี้ลุกขึ้นมาเล่นใหญ่อีกครั้ง โดยจัดแคมเปญหารายได้มาช่วยบาร์เทนเดอร์ที่ต้องว่างงาน ตื่นเต้นที่ใช้ความเป็น global (เราลองเข้า #shakennotbroken ในอินสตาแกรมแล้วก็เห็นพลังอันเหลือล้น) ทำแคมเปญนี้โดยให้แต่ละประเทศไปร่วมมือกับร้านในประเทศตัวเอง จัดงานในแบบตัวเองที่ยังคงอยู่ในตีมหลัก ขอตบมือให้กับทีมการตลาดของแบรนด์สักหน่อย สำหรับในไทย ที่สถานการณ์ดูน่าเป็นห่วงกว่าหลายประเทศ เขาก็ร่วมกับ 1919 ที่เป็นร้านหลักของแบรนด์ กับบาร์เทนเดอร์มือรางวัลที่เป็นที่รู้จักอย่าง ปาล์ม-ศุภวิชญ์ มุททารัตน์ มะขาม-ธรรมาริน คูเปอร์ และ Davide Sambo รับบริจาคในรูปแบบการขายเสื้อ ชุดโคลด์คัตพร้อมเครื่องดื่ม และชุดทำเครื่องดื่มเองที่บ้าน เลือกได้ว่าชอบพอรูปแบบไหน

Read More

ค็อกเทลแมงดา แม่เป้ง หนอนไหม และหนอนด้วงสาคู!-ถือว่าเป็นภาคต่อของเมนู Explorer ก็ไม่ผิด เพราะจากในเมนูที่ Liberation พาออกสำรวจรสชาตินั้นมี แมงดา เป็นส่วนหนึ่งอยู่แล้ว ครั้งนี้นอกจากแมงดาจะมากับส่วนผสมใหม่ ก็ยังพาเพื่อนมาอีกสามตัว สามรสชาติ สามแก้วกันไปเลย “แมลงมักถูกพูดถึงในเรื่องการเป็นแหล่งโปรตีน และอาหารแห่งอนาคต มีการศึกษาเรื่องข้อมูลโภชนาการและการเพาะเลี้ยงเยอะมาก แต่ไม่ค่อยมีใครศึกษาเรื่องรสชาติเลย” โจอี้-กฤษฎ์ ประกอบดี บาร์เทนเดอร์ของร้านลิเบอเรชันเราให้เราฟัง แน่นอนว่าเขา กอฟ-กิติบดี ช่อทับทิม และทีมงานหลังบาร์ที่นี่อาสาศึกษาเรื่องราวรสชาติของแมลงด้วยตัวเอง จนเป็นที่มาของเมนูใหม่นี้ เราเริ่มตื่นเต้นตั้งแต่แก้ว Waterbugs (440 บาท) ที่มาในเวอร์ชัน 2 ใช้เบสเป็น Lanna Thai Spirit ผสมกับแมงดากลั่น และ NAMMON แบรนด์โทนิกไทยที่ทำโทนิกรสแมงดาขึ้นมาสำหรับที่นี่โดยเฉพาะ ถ้าคาดหวังกลิ่นฉุนแบบแมงดา เราว่ามีผิดหวัง เพราะพอกลั่นออกมาแล้วเหลือเฉพาะกลิ่นหอมหวาน แก้วนี้เลยสดชื่นดื่มง่ายสวนทางกับชื่อแมงดาไปเลย ส่วน And An Ant (440 บาท) นี่ฟังแค่ชื่อก็สนุกแล้ว

Read More

ตรุษจีนปีนี้ใครคิดถึงโจ๊กฮ่องกงแต่ยังไม่กล้าบินไป ตามเรามานี่! แค่คิดถึงความนุ่มเนียนของข้าวที่เคี่ยวจนฟู บาน ละลายลงไปผสานรวมเป็นหนึ่งเดียวกับน้ำต้มข้าวเราก็ท้องร้องโจ๊ก ๆ แล้ว และนี่คือพิกัดร้านที่เราคิดว่าจัดจ้านในย่านกรุงเทพฯ ประทังความอยากโจ๊กสไตล์ฮ่องกงได้โดยไม่ต้องเดินทางไกล ส่วนคอโจ๊กคนไหนมีร้านเด็ดที่เรายังไปไม่ถึง บอกต่อกันมาหน่อยนะ! Golden Bowlโจ๊กอันดับหนึ่งในใจเราในกรุงเทพฯ ที่ครองใจมาหลายปีไม่เปลี่ยนแปลง ด้วยตัวโจ๊กที่ทั้งหอมข้าวแบบสุด ๆ ตีมาเนื้อเนียน ๆ ข้น ๆ รสชาติอ่อน ๆ ละมุน ตามสไตล์ฮ่องกง และถ้าใครชอบตับด้วยเราขอให้สั่ง เพราะตับที่นี่หั่นชิ้นหนาและลวกมาแบบกำลังสุกพอดี นุ่ม ๆ ไม่แห้ง ไม่แข็ง ไม่เหนียว ไม่คาว ขนาดที่ใครที่ไม่ใช่แฟนตับถ้าได้ชิมก็อาจเปลี่ยนใจได้ ส่วนตัวเราว่าดีกว่าที่ฮ่องกงหลาย ๆ เจ้า และราคาที่นี่ก็มีความฮ่องกงพอกัน คืออาจไม่สามารถกินได้ทุกเช้าอย่างใจต้องการ แต่นาน ๆ ทีก็จะอยากพาบรรดาปากและต่อมรับรสมาสัมผัสความนุ่มนวลเนียนนี้ ดีต่อใจเสมือนพาตัวเองไปสปาปรนนิบัติผิวยังไงยังงั้น โจ๊กราคาเริ่มต้นที่ 200 บาท มีให้เลือกทั้งหมู ไก่

Read More

โค้งสุดท้ายสุดสัปดาห์นี้หมดแล้วนะ!-ใครยังไม่ได้ไปงาน Bangkok Design Week 2020 เมื่อสัปดาห์ก่อนไม่เป็นไร สุดสัปดาห์นี้ยังมีเวลาให้แก้มือถึงวันอาทิตย์นี้ ถ้าใครติดตามจะรู้ว่างานมีจัดทั้งเจริญกรุง อารีย์-ประดิพัทธ์ และย่านทองหล่อ-เอกมัย แต่เราว่ายังไงย่านเจริญกรุงก็ยังมาแรง โดยเฉพาะกับงานนิทรรศการ และอินสตอลเลชั่น ถ้าใครยังไม่ได้ทำการบ้านสำหรับย่านเจริญกรุง เรามีจุดเช็คอินสำหรับสายถ่ายรูปมาชี้เป้าที่รับรองว่าดีงามจนไม่อยากให้เทศกาลนี้จบเลย จริงๆ ยังมีสถานที่เช็คอินอีกเยอะที่อยู่ในเจริญกรุงและย่านอื่นๆ ทั่วเมือง ทำเอาเราไปไม่หมดจริงๆ ยังไงลองเข้าไปดูแผนที่รวมได้ที่ลิงก์นี้ https://bit.ly/36YB9TO แล้วก็เริ่มแพลนได้เลย! One More Thingเป็นหนึ่งนิทรรศการที่เราชอบสุดในงานเลยก็ว่าได้ จากงานออกแบบของสตูดิโอที่ปล่อยลูกบ้าสุดตัวอย่าง 56th Studio ของดีไซเนอร์ ศรัณย์ เย็นปัญญา ก็ได้ฤกษ์ปล่อยแบรนด์ One More Thing Patternbreaker ที่ให้นิยามตัวเองว่าเป็น Pattern Breaker ตัวนิทรรศการนี้เต็มไปด้วยผ้าทอลายกราฟฟิกสุดกวนของศิลปิน โดยเฉพาะงานของ ลักษณ์ ใหม่สาลี วางพาดกันไปมาจนกลายเป็นเหมือนห้องเล็กๆ อยู่ในห้องอีกที แต่ละห้องจะมีบอลกระจกแขวนส่องประกายกระทบลายทำให้ถ่ายรูปสนุกจริงๆ ชั้นสองยังมีกระเป๋าหลากหลายลายวางขายในราคาพิเศษเปิดตัวเฉพาะงาน Bangkok Design Week

Read More

ไม่ได้ลับตามกระแส แต่ว่าอยู่สุดซอย ชั้นใต้ดิน​ และบรรยากาศดี!- ใครที่ไม่เคยไปซอยเกษมสันต์ 3 หรือเคยได้ยินชื่อร้านอาหารบ้านหมอมี อาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าบ้านที่เคยเป็นต้นกำหนดยาหมอมีในตำนานจะเปิดให้คนเข้าเยี่ยมชมโดยมีทั้งคาเฟ่ และร้านอาหาร รวมทั้งมินิมิวเซียมด้านหลัง แม้แต่คนที่เคยไปเยี่ยมชมบ้านหลังนี้มาแล้วอย่างเรายังไม่เคยรู้เลยว่าที่นี่มีชั้นใต้ดินอยู่ด้วย แถมตอนนี้ยังมีบาร์เปิดใหม่อยู่ข้างในอีกต่างหาก พอเข้าไปได้ก็พบกับตัวบาร์ที่ทำเราร้องว้าวเบา ๆ กับความสวยแปลกตา ตัวร้านเป็นเหมือนห้องรับรองลับ สไตล์สปีกอีซี มีเก้าอี้หนังสีเขียวเข้มตั้งสง่าอยู่บนพื้นกระเบื้องสไตล์โบราณที่ริ้วรอยเหมือนผ่านกาลเวลามายาวนานพอ ๆ กับตำนานบ้านกว่าร้อยปี ด้านขวาเดินผ่านโค้งประตูโครงเหล็กเผยให้เห็นโซนหน้าบาร์ แต่หากเดินลึกเข้าไปด้านในก็มีโซฟายาวพร้อมพื้นหลังสีเขียวสดชื่นที่สามารถรับรองกลุ่มกว่าสิบคนแบ่งเป็นมุมส่วนตัวได้ ส่วนด้านซ้ายเป็นกำแพงและหน้าต่างที่มีคราบความเก่าเข้ากับเพดานไม้ที่ได้รับการขัดเงาดูแลเป็นอย่างดี ดูก็รู้ว่าดีไซเนอร์ตั้งใจเก็บดีเทลทุกอย่างของห้องนี้ไว้แบบดั้งเดิมจริงๆ นะ-ณชพล เกษมสุวรรณ ทายาทบ้านหมอมีและหนึ่งในหุ้นส่วนร้านเล่าให้ฟังว่า ห้องนี้เดิมเป็นห้องที่หมอมีใช้เป็นที่ปรุงสูตรยาต่างๆ โดยมีคลองแสนแสบด้านหลังเป็นเส้นทางหลักที่ใช้ในการขนส่งออกไปขาย รวมทั้งยาอุทัยหมอมีก็ได้รับการผสมขึ้นที่ห้องใต้ดินนี้ด้วย เลยนำมาเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบบาร์ที่มีความเป็นร้านยาโบราณอยู่หน่อย ๆ ส่วนชื่อ Philtration ก็มาจากการคำว่า Philter ที่แปลว่า ยาเสน่ห์ ที่เอามาเล่นกับความเป็นมาของสถานที่ซึ่งเป็นบ้านของนักปรุงยาอย่างหมอมีนั่นเอง ถึงจะเป็นบาร์เปิดใหม่ แต่คนหลังเคาน์เตอร์ก็คือคนคุ้นเคยในวงการบาร์อย่าง Shavinraj Gopinath ที่ใช้ชื่อในวงการว่า The Fairy Godfather ซึ่งมีประสบการณ์ทำคลับดังๆ ในสิงคโปร์อย่าง Ministry

Read More