HomePosts Tagged "siam"

siam Tag

งานเทศกาลอาหารที่รวมเชฟระดับท็อปของเมืองไทยไว้มากที่สุดแล้วล่ะ   หนึ่งในโซนที่เราชอบที่สุดเวลาไปงาน Wonderfruit คือโซน Wonderfeast ที่ไม่ได้เน้นดนตรีหรือศิลปะเหมือนโซนอื่น แต่เป็นการนำอาหารขึ้นมาเป็นตัวชูโรงเพื่อให้เข้าใจวัฒนธรรมอาหาร และความยั่งยืนผ่านวงจรใกล้ตัวเราอย่างอาหารการกินผ่านการปรุงของเหล่าเชฟแถวหน้าของไทย   โดยหลังจากที่จัดดินเนอร์แบบ virtual ไปเมื่อต้นปีกับธีม Lockdown ในช่วงที่ทุกคนต้องกักตัวอยู่บ้าน Fruitfull เทศกาลอาหารโดยทีมงาน Wonderfruit ก็ได้ฤกษ์กลับมาจัดงานแบบเดิมอย่างที่ตั้งใจไว้คือเทศกาลอาหารที่ทุกคนมาเข้าร่วมได้โดยไม่จำเป็นต้องรอไปงาน Wonderfruit   ดีตรงนี้!   นอกจากไลน์อัพของเหล่าเชฟ (ที่อ่านชื่อแล้วก็เอาเงินเราไปเถอะ!) ความน่าตื่นเต้นของงานที่จะจัดขึ้นในวันที่ 6-8 พ.ย. อีกอย่างคือสถานที่จัดงาน เพราะ Fruitfull เลือกสถานที่จัดงานที่ทั้งขลังทั้งครึ้มและอยู่ใจกลางเมืองอย่าง พิพิธภัณฑ์บ้านจิม ทอมป์สัน ที่ภายในเต็มไปด้วยบ้านไม้ทรงไทยอายุนับร้อยปี และสวนที่เราชอบมาก เพราะทั้งร่มรื่นเต็มไปด้วยพันธุ์ไม้น้อยใหญ่ใจกลางกรุงเทพฯ         แล้วภายในงานมีอะไรที่ทำให้เราไปบ้าง?   งานทั้ง 3 วันแบ่งออกเป็นงานตลาดออร์แกนิก งานป็อปอัพร้านของเหล่าเชฟ และมื้ออาหาร chef’s table ที่มีทั้งมื้อกลางวันและมื้อค่ำโดยเชฟที่ถ้าเราร่ายชื่อเชฟก็บอกได้เลยว่าเป็นงานที่รวมเหล่าร้านอาหารระดับท็อปของเอเชีย และของโลก รวมทั้งเป็นหนึ่งในงานที่รวมเชฟติดดาวมิชลินมากที่สุดในรอบปีเลยทีเดียว   ไล่ตั้งแต่เชฟโบ-ดวงพร ทรงวิศวะ และ เชฟดีแลน โจนส์ แห่งร้าน Bo.lan (มิชลิน

Read More

  เรื่อง/ภาพ: พนิตา ธีรภาพพงศ์   สำหรับคนที่โตมากับการนัดเพื่อนแถวสยาม โรงหนังคือหนึ่งในที่ที่เราไปใช้เวลามากอยู่ ไม่ว่าเมื่อไหร่เราก็จะหาเรื่องไปดูหนังสักเรื่องได้ทุกที ไม่ว่าจะเป็นโรงหนังสยาม โรงหนังลิโด หรือโรงหนังสกาลา   สำหรับเรา โรงหนังเหล่านี้เป็นมากกว่าที่นัดเพื่อน เพราะความทรงจำแรกๆ ที่มีคือเป็นโรงหนังที่แม่จูงมือเราไปดูหนังผี (เราเป็นเด็กชอบดูหนังผี) และเราก็โตมากับการดูหนังในย่านนี้ ที่หมุนเวียนเปลี่ยนไปแล้วแต่ทางเอเพ็กซ์จะจัดหนังเรื่องไหนเข้าโรงไหน   แต่ถึงจะไปดูเป็นประจำ เราในตอนเด็กก็ไม่ได้รู้สึกถึงความสวยงามของตึกหรืองานสถาปัตยกรรมเท่าไร จนกระทั่งตอนทำงานอยู่นิตยสาร เราได้ไปคุยกับช่างภาพผู้หลงใหลในสถาปัตยกรรมเก่ายุคโมเดิร์นอย่าง เบียร์-วีระพล สิงห์น้อย ก่อนจะได้รับมอบหมายให้ไปถ่ายภาพโรงหนังแห่งนี้มาลงบทความ และนั่นทำให้เราเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อสกาลาไปเลย   เรายังคงวนเวียนไปดูหนังที่สกาลาตามแต่โอกาสจะอำนวย เพราะบางทีเรื่องที่อยากดูก็ไม่เข้าสกาลา ฉายแต่ที่ลิโด ช่วงหลังที่ลิโดปิดตัวไปก็ทำให้ได้ไปดูที่สกาลาอย่างเต็มตัว และเริ่มเก็บตั๋วหนังไว้เป็นที่ระลึก เพราะเราก็ไม่รู้ว่าสกาลาจะไปได้ต่อนานแค่ไหน   งานถ่ายภาพสถาปัตยกรรมของสกาลาที่ทำให้เราเห็นถึงความงามของโรงภาพยนตร์แห่งนี้ขึ้นมา [caption id="attachment_11963" align="aligncenter" width="1024"] ตั๋วหนังที่เราเก็บสะสม[/caption]   เหตุผลหลักๆ ที่เรายังคงเลือกไปโรงหนังอย่างสกาลาแทนที่จะเป็นโรงหนังยุคใหม่ทั่วไป คือเรารู้สึกว่ามาดูหนังที่นี่เหมือนได้หนีจากโลกภายนอกไปอยู่ในอีกมิติชั่วคราว ไม่ต้องเร่งรีบ ไม่มีความสะดวกสบายของเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้อง เวลาเลือกที่นั่งตอนซื้อตั๋ว ยังเลือกจากแพลนที่นั่งบนแผ่นกระดาษ A4 อยู่เลย เมื่อไรที่เราเหนื่อยๆ จากการทำงานฟรีแลนซ์หนักๆ แล้วอยากพักสมองภายในเวลา 2 ชั่วโมง ก็ได้การมาดูหนังที่นี่ล่ะ เคยมีครั้งนึงเหมือนจะเก็บกด

Read More

ไม่ได้ลับตามกระแส แต่ว่าอยู่สุดซอย ชั้นใต้ดิน​ และบรรยากาศดี!- ใครที่ไม่เคยไปซอยเกษมสันต์ 3 หรือเคยได้ยินชื่อร้านอาหารบ้านหมอมี อาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าบ้านที่เคยเป็นต้นกำหนดยาหมอมีในตำนานจะเปิดให้คนเข้าเยี่ยมชมโดยมีทั้งคาเฟ่ และร้านอาหาร รวมทั้งมินิมิวเซียมด้านหลัง แม้แต่คนที่เคยไปเยี่ยมชมบ้านหลังนี้มาแล้วอย่างเรายังไม่เคยรู้เลยว่าที่นี่มีชั้นใต้ดินอยู่ด้วย แถมตอนนี้ยังมีบาร์เปิดใหม่อยู่ข้างในอีกต่างหาก พอเข้าไปได้ก็พบกับตัวบาร์ที่ทำเราร้องว้าวเบา ๆ กับความสวยแปลกตา ตัวร้านเป็นเหมือนห้องรับรองลับ สไตล์สปีกอีซี มีเก้าอี้หนังสีเขียวเข้มตั้งสง่าอยู่บนพื้นกระเบื้องสไตล์โบราณที่ริ้วรอยเหมือนผ่านกาลเวลามายาวนานพอ ๆ กับตำนานบ้านกว่าร้อยปี ด้านขวาเดินผ่านโค้งประตูโครงเหล็กเผยให้เห็นโซนหน้าบาร์ แต่หากเดินลึกเข้าไปด้านในก็มีโซฟายาวพร้อมพื้นหลังสีเขียวสดชื่นที่สามารถรับรองกลุ่มกว่าสิบคนแบ่งเป็นมุมส่วนตัวได้ ส่วนด้านซ้ายเป็นกำแพงและหน้าต่างที่มีคราบความเก่าเข้ากับเพดานไม้ที่ได้รับการขัดเงาดูแลเป็นอย่างดี ดูก็รู้ว่าดีไซเนอร์ตั้งใจเก็บดีเทลทุกอย่างของห้องนี้ไว้แบบดั้งเดิมจริงๆ นะ-ณชพล เกษมสุวรรณ ทายาทบ้านหมอมีและหนึ่งในหุ้นส่วนร้านเล่าให้ฟังว่า ห้องนี้เดิมเป็นห้องที่หมอมีใช้เป็นที่ปรุงสูตรยาต่างๆ โดยมีคลองแสนแสบด้านหลังเป็นเส้นทางหลักที่ใช้ในการขนส่งออกไปขาย รวมทั้งยาอุทัยหมอมีก็ได้รับการผสมขึ้นที่ห้องใต้ดินนี้ด้วย เลยนำมาเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบบาร์ที่มีความเป็นร้านยาโบราณอยู่หน่อย ๆ ส่วนชื่อ Philtration ก็มาจากการคำว่า Philter ที่แปลว่า ยาเสน่ห์ ที่เอามาเล่นกับความเป็นมาของสถานที่ซึ่งเป็นบ้านของนักปรุงยาอย่างหมอมีนั่นเอง ถึงจะเป็นบาร์เปิดใหม่ แต่คนหลังเคาน์เตอร์ก็คือคนคุ้นเคยในวงการบาร์อย่าง Shavinraj Gopinath ที่ใช้ชื่อในวงการว่า The Fairy Godfather ซึ่งมีประสบการณ์ทำคลับดังๆ ในสิงคโปร์อย่าง Ministry

Read More